วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

フラメンコギター

ในชั่วโมงเรียนของสองสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจารย์ได้ให้นักเรียนลองเขียนอีเมล์ถึงอาจารย์ที่เปิดสอนフラメンコギターโดยมีข้อมูลมาให้

พอได้อ่านงานของตัวเองก็คิดว่ายังทำได้ไม่ดีพอ และมีจุดบกพร่องอยู่มาก บางทีอาจเป็นเพราะใช้เวลาสั้นในการเขียน แต่ก็มีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้เราทำได้ไม่ดีพอ เช่น การที่เราไม่ได้คำนึงถึงสถานภาพและความสัมพันธ์ของผู้อ่านกับผู้เขียน หรือการที่เราตัดสินใจเลือกใช้คำศัพท์ผิดพลาด เป็นต้น

สัปดาห์ที่สอง อาจารย์ให้เขียนใหม่และคอมเมนท์กลับมา ผลที่ออกมาดีขึ้น เมื่อเราได้ฟังคำแนะนำของอาจารย์ในสัปดาห์ก่อน บวกกับได้ฟังสำนวนการเขียนของเพื่อน เราจึงได้แนวทางการเขียนที่ดีขึ้น แต่ละคนก็เขียนต่างกันคนละแบบ เราสามารถเลือกส่วนที่ดีของแต่ละคนมาใช้กับงานของเราได้ การทำแบบนี้ผมว่าเป็นการเรียนรู้ที่ผู้ศึกษาต้องสังเกต และหาทางปรับปรุงข้อบกพร่องของตัวเอง

คราวนี้ลองมาดูงานของตัวเองทั้งหมด 3 ครั้ง
การเขียนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยการนำคำแนะนำของอาจารย์กับตัวอย่างในชีทมาใช้ในงานของตัวเอง และส่วนที่ได้เรียนรู้เยอะเป็นพิเศษก็คือ การเริ่มต้น กับการลงท้ายอีเมล์

ตัวอย่าง
1. คำเริ่มต้น จากการเขียนครั้งแรกที่เริ่มต้นด้วยคำว่าはじめまして。私はアノンと申します。
เปลี่ยนมาเป็น 初めてメールを差し上げるアノンと申します。
2. คำลงท้าย จาก お返事をお待ちしております。よろしくお願いいたします。
เปลี่ยนเป็น お返事は急ぎませんが、どうぞよろしくお願いいたします。
สองสำนวนนี้เรียนรู้มาจากชีทที่อาจารย์แจกให้ เป็นการขึ้นต้นที่ไม่คุ้นเคย และไม่ค่อยได้เห็น
3. การใช้สำนวนการเขียนให้สุภาพเหมาะสมกับสถานะของผู้อ่าน ในการเขียนครังที่สอง ได้ใช้คำว่า
「レッスンはどちらで行われますか」แต่อาจารย์ได้แนะว่าให้ใช้เป็นรูป 「~ますでしょうか」แทน
สำนวนรูปแบบนี้แม้จะรู้จัก แต่ตอนเขียนกลับนึกไม่ถึง ทำให้เมล์ของเรายังไม่ดีพอ

นอกเหนือจากสำนวนการเขียนแล้ว ข้อมูลที่เราตัดสินใจใส่ลงในเมล์ก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน(必要な情報と不必要な情報)
1. เดิมทีเราบอกแต่เพียงอยากจะเล่นフラメンコギターให้เก่งขึ้นเท่านั้น ไม่ได้บอกจุดประสงค์หรือเป้าหมายของเราว่า อยากเก่งไปทำไม ในงานชิ้นต่อมาจึงใส่เพิ่มเข้าไปว่า อยากเป็น 伴奏家
2. ความชัดเจนของข้อมูลที่มากขึ้น งานครั้งที่1 บอกไปเพียงว่า "เรียนフラメンコギターมา5ปี และชอบมันมากราวกับเป็นเพื่อนที่รู้ใจ" ข้อมูลเพียงเท่านี้ไม่สามารถทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ว่าความสามารถของเราอยู่ระดับไหน งานชิ้นต่อมาจึงได้ใส่เพ่มลงไปว่า "เรียนมาสัปดาห์ละ1ชั่วโมง เป็นระยะเวลา5ปี"
ทั้งสองข้อนี้ เป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการรับฟังคำแนะนำของอาจารย์ในห้องเรียน ว่าเราควรใส่ข้อมูลอะไร ไม่ควรใส่ข้อมูลอะไรลงไปในอีเมล์

เรื่องสุดท้าย คือการสอบถามข้อมูล
ผมใช้การแบ่งประเด็นที่ต้องการถามเป็นข้อๆ ซึ่งอาจจะมีวิธีการที่ดีกว่านี้ แต่ผมคิดว่ามันทำให้ผู้อ่านอ่านง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม การแบ่งเป็นข้อๆไม่เพียงพอในการสอบถามข้อมูล เพราะเมื่อได้ลองอ่านงานในชีทที่อาจารย์แจก จะเห็นว่าเราต้องบอกข้อมูลของเราให้ผู้อ่านทราบด้วย เขาจะได้ตัดสินใจได้ว่าจะทำอย่างไรดี
การเขียนเมล์ในชีทนั้น เป็นการแสดงความจำนงของเราไปว่าเราต้องการเรียน ท่านจะรับเราหรือไม่ให้ตอบมาที ซึ่งผมรู้สึกว่ามันต่างจากจุดประสงค์ของงานเขียนเล็กน้อย เพราะโจทย์ของมันก็คือ
「山内修二さんにメールを送って問い合わせてください」
มันคือการส่งอีเมล์ไปถามข้อมูลเฉยๆ ไม่ใช่การขอเข้าเรียน เพราะถ้ารายละเอียดที่เขาให้มาไม่ถูกใจเรา เราอาจตัดสินใจจะไม่เรียนก็เป็นได้

ดังนั้น ผมคิดว่าวัฒนธรรมเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เราสับสนว่าจะเขียนเมล์นี้อย่างไร
แต่ก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้การเขียนและวัฒนธรรมควบคู่กันไป ประหยัดเวลาดี 2 in 1

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น